Oa's profilec'',)::OA::PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 04

    คนที่ต้องการ

     
     
     
     
     
    คนที่ต้องการ...
     
     
     หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
     "คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"
     
    ฉันคงตอบว่า...
     "แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร
    และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"
      
    ทุกคนต่างมีความเลวด้วยกันทั้งนั้น
    ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง
     
    แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้
     
    บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
    คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท
     
    แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ
    คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้
     
    เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น
     
    ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า
     
    ** แต่ที่สำคัญ คือ
    ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันเจ๋งขนาดไหน
     
      
    แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว
      
    ถ้าเป็นคุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นญ/ชในฝันของคุณเลย
      
    แต่ถ้าไม่ใช่...
    คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..
    ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว
    จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน
    แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า
     
     
     
     
     
     
     
     
     

    แม่

     
     
     
     
     
     
     
     
    หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
    ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
    เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง
    มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆจริงๆนะ

    " ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผมว่า

    "แต่ผมรักคุณนี่ " ผมเถียง

    " ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน "

    ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง
    ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว

    เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูกๆ
    ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

    วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถามว่า
    "มีอะไรหรือ? ลูกสบายดีรึเปล่า? "

    แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก
    หรือเชิญอย่างกระทันหัน หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ว่า

    "ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง"

    แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลยจ้ะ "

    เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
    เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ว่า แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
    แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

    แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย

    พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์

    " แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ "
    แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ

    " พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย "

    เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา
    แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆมากๆ

    แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
    หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว
    ผมต้องเป็นฝ่ายอ่าน

    เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆเท่านั้น
    เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง

    ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
    "ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่านเมนูให้ลูกฟัง " แม่ว่า

    "งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง " ผมตอบ

    ในระหว่างมื้ออาหารนั้น
    เราคุยกันอย่างถูกคอ-ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร-เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิต
    ของเรา

    เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

    เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า "แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ
    แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ"

    ผมตอบตกลง

    "ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง?"
    ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน

    "ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย" ผมตอบ

    ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
    มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย

    หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
    มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า

    " แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้
    แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน
    คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน ,
    รักลูกจ้ะ "

    วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า
    " รัก "
    ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน

    ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ
    จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ

    เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้

    บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว

    6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม
    คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป

    บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ
    คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เกต

    บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ
    คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ

    บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง
    คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน

    บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก
    คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่
    บางครัวของเพื่อนบ้าน
    พอดิบพอดี

    บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้
    คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข

    บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก
    คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

    บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด
    คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก
    หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร

    บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง
    หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไว้
    คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่ายุวนารี 7
    คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา

    บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป
    คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่

    บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป
    คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า

    บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้
    คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

     

     

     

     

     


    July 21

    ความทุกข์

     

     

    ความทุกข์...

     

    ใครหลายคนชอบคิดไปไกลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...
    สิ่งที่ยังไม่เกิด ความคิดนี่แหละ
    ที่บั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุข
    ที่ควรจะเกิด ควรจะมี ให้ลดน้อยลงไป
    บางขณะ เราน่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านั้นได้ง่ายๆ
    แต่เพราะความคิด ความกังวล
    ทำให้สิ่งที่น่าจะง่าย กลายเป็นสิ่งยุ่งยาก
    ถ้าความคิดบางอย่าง ยิ่งคิด ยิ่งเศร้า ยิ่งทำให้กังวล
    ยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งหวาดกลัววันข้างหน้า ก็อย่าไปคิดมันเลย
    แค่ทำวันนี้ให้มีความสุข ทำให้ดีที่สุดกับเวลานี้ที่มีโอกาสนี้...
    บางที ใครจะรู้ว่า อะไรๆที่ไปกังวลนั้น อาจจะมาไม่ถึงก็ได้..
    ชีวิตอาจไม่ยาวนานถึงขนาดนั้น

    ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ จะตื่นหรือเปล่า
    อย่ากังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง...
    มองวันนี้ ทำวันนี้ มีความสุขกับทุกวินาทีนี้ .....
    ที่ยังหายใจอยู่ดีกว่า เวลามีพอเสมอสำหรับความสุข .
    ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้...
    ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต
    ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด
    ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต
    ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ
    ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
    ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข......
    เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง
    ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ.....
    ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
    ความสุขเหมือนฝนพรำสาย
    อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข.......
    เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์
    ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง ได้รู้จักโลก
    รู้จักตัวเอง รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว
    ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า
    โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
    เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า...
    จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

     

     


    May 20

    ความรักกับความอดทน

     
     
     
     
     
     
    “ความรัก”...กับ... “ความอดทน”...
     

    มักจะมาคู่กันเสมอ
    ถ้ามีความรัก...ความอดทนก็จะมี
    ยิ่งรักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องอดทนเพิ่มขึ้น
    แต่ถ้าต้องมีความอดทน...ความรักก็เริ่มถอยหลัง

    ทีละนิด ทีละนิด
    "ความรักไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ
    ความอดทนก็ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวเหมือนกัน"
    แต่เมื่อใด.....ที่ รู้สึกว่า ความรักจืดจาง...

    ความอดทนที่เคยมีก็มลายหายไปพร้อมๆ กัน
    ความรู้สึกดีๆ ที่เรียกว่ารักก็จะไปด้วย
    ต่อให้ทำดีแค่ไหน ความรักก็ไม่กลับคืนมา
    ในเมื่อ ทั้ง "ความรัก"

    และ "ความอดทน" หมดไป
    และถ้าเมื่อใด......ที่มีจำเป็นต้องจาก

    ทั้งๆ ที่ยังรัก
    เพราะ “ความอดทน” กำลังจะหมด
    มันยากที่จะเก็บซ้อน “ความเจ็บ” เอาไว้
    แต่ไม่ยากที่จะเก็บซ้อนความอดทนไว้ภายใน
    เพราะ...ถ้าเลือกที่จะรักต่อไป
    ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บมากขึ้น

    ทางเลือกที่ดีที่สุด...อาจไม่สวยงามนัก
    แต่จากกันตอนยังรัก...ดีกว่าเกลียดกันแล้ว

    ค่อยจาก
    การลาจากในวันนี้...อาจทำให้เข้มแข็ง

    และพร้อมจะมี...

    ...รักครั้งใหม่ที่สดใสกว่าเดิมก็ได้...

    มิใช่หรือ...??

     

     

     

     

     

    May 18

    วิธีใช้หนี้พ่อแม่

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    +++  วิธีใช้หนี้พ่อแม่  +++

     

     

     

     

     

    วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลย จงสร้างความดีให้กับตัวเอง

    และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง

    ตัวเราพ่อให้หัวใจแม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว

    จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน

    บางคนรังเกียจแม่ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม

    พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ

    จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

     

    ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน

    และถ้าจะ ทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไป

    การทำเช่นนี้ ถือว่าได้บุญมากที่สุด

    ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

     

    ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่

     ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข

    ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน

    ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม

    ล้างเท้าให้ท่านด้วยเป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

     

    ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย

    ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี

    จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง

    ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด

    ไปขอสมาลาโทษเสีย

    แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

     

    บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี

    ขอบิณฑบาต

    สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่

    ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

     

     

     

     บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี

    ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้

    บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท

    นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล

    หลวงพ่อก็ให้ไปถอน คำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน

    แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล

    ( case นี้หลวงพ่อจะ เตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ

    แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้

    ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว )

     

     

     เมื่อเร็วๆนี้ฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐาน

    พอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่ เวรกรรมตามสนอง

    ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน

    ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอนต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ

     

     

     

     คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่

    คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้

    คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่ง กรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร

    ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯ

     

     ขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์

    คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว

    เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง

    มโนกัมมัง โยโทโส

    อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป

    ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

    ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง

    อโหสิกรรมให้ด้วย

    แล้วเอาน้ำรดมือ รดเท้า ฯ

     

     

     

     

     นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย

    ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของ เราอีกหรือ

    ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้

    เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้ พ่อแม่

    พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้ให้ ให้.ฯลฯ )

    เรียนสำเร็จแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ

     

     

    หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณนั้น

    คือหนี้บุญคุณของบิดามารดา ฯ

     

    " หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง "

     

     

     

     

    เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า

    เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบัน เป็นดอกเตอร์ อยู่อเมริกา

    หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้

    บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน

    แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่าความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ

    ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่

    ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้

    แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่นั่ง ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ

    ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมาแล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ

    ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่

    แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์

    ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

    พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วง สร่างเมา

    ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย

    พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด ฯ

     

     ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัว ไปมีสามีภรรยาแล้ว

    อย่าลืมไปหาพ่อแม่

    ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่

    ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน

    อย่ากินเหล้า เข้า โฮเต็ล ฯ

     

     ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

    เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา

    อย่างหลวงพ่อชื่อ จรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี

    แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

     

     ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย

    ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน

    โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก

    บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้

    เงินจะไหลนองทองจะไหลมา……

    พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย

    ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ

     ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย

    คนเรามี ๒ ก้าวจะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่

    ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก

    ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ

    นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น

    ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า

    ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น

    ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้

    บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับบางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย

    อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    April 15

    เรื่องราวมากมายในวันเกิด

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดเรา
    มีทั้งเรื่องน่าดีใจและเรื่องน่าเสียใจเกิดขึ้นมากมาย
    นับว่าเป็นวันเกิดที่แปลกอีกครั้งนึง
    วันเกิดปีนี้เราอยู่ไต้หวัน กำลังเทรนแอร์ EVA อยู่
    ใกล้จะจบแล้ว ใกล้วันกลับบ้านเข้ามาทุกที
    เราได้รับของขวัญจากคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
    เป็นตุ๊กตา หมี FOREVER FRIENDS ดีใจมากๆ
    แล้วตอน 00:30 ของวันที่ 14 Apr 06
    เฮียโทรมาอวยพรวันเกิด ขอให้เรามีความสุขมากๆ
    เราดีใจมากๆ เฮียบอกว่าเฮียพยายามปรับตัวอยู่นะ
    บอกเราว่าถ้าเฮียปรับตัวได้ ที่เหลือคงไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
    เราเลยยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก ดีใจ ปลาบปลื้ม ตื้นตัน
    คิดว่าทำไมเราถึงได้โชคดีขนาดนี้ ที่มีคนดีๆหนึ่งคน
    พยายามปรับตัวเพื่อเรา ทั้งที่รู้ว่าการปรับนิสัยที่เป็นมานานนั้น
    มันทำได้ยากยิ่ง แต่เฮียพยายามจะทำ
    เราเลยยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก
    เราเคยบอกว่า เราไม่ได้หวังให้อะไรดีขึ้นแบบทันตาเห็น
    แต่เห็นความเปลี่ยนแปลงบ้าง เห็นความพยายามบ้างก็ดีเท่าไหร่แล้ว
    ยิ่งเฮียทำอะไรให้เรามากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกว่า
    เราไม่คู่ควรกับเฮียมากขึ้นเท่านั้น
    เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรให้เฮียเลย ทำได้แต่เป็นตัวถ่วงเฮียไปวันวัน
    ถ้าเฮียอยู่กับคนอื่น เฮียอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้นะ
     พอตอนกลางวัน

    เฮียโทรมาให้กำลังใจก่อนเข้าสอบด้วย ดีใจมากๆ
    คำว่า "ขอบคุณ" คงไม่เพียงพอ
    ไม่รู้จะตอบแทนยังไงให้สมกับความปรารถนาดีที่เฮียมีให้
    เราเครียดมากก่อนเข้าสอบ
    เพราะว่ามี recheck ด้วยตัวนึง
    กดดันมากๆ แต่ว่าพยายามทำเต็มที่
    สุดท้ายเราก็ผ่านการสอบมาได้ทั้งสามตัว
    โทรไปเล่าให้เฮียฟัง เฮียบอกว่าต้องขอบคุณ
    เสด็จพ่อ ร.5 เพราะว่าเมื่อเช้าเฮียขึ้นไปไหว้ท่านขอพร
    เรายิ่งซาบซึ้ง ในสิ่งที่เฮียพยายามทำให้
    คุยกันดีมาก มีความสุขที่สุดเลยที่จะได้กลับบ้านแล้ว
    แล้วตอนเย็น เราต้องออกไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ที่ TAI MALL
    ก็เลยคุยกันได้ไม่นานเท่าไหร่ ออกไปก็กลับดึกด้วย
    ตอนอยู่ TAI MALL ก็โทรมาบอกเฮียว่าจะกลับดึกนะ
    กลัวเฮียจะรอ แล้วก็เล่าเรื่องที่มีผู้หญิงคนนึง
    โดนชามบะหมี่หกมาลวกให้ฟัง น่าสงสารมาก
    พอกลับถึง EVA เราก็เลยเอาของที่ถือให้เพื่อนอยู่มาเก็บที่ห้องกุ้งก่อน
    แล้วก็เดินไปที่ห้องเราเองเพื่อไปคุยกะเฮีย
    พอดีอ้อมกับตั๊กกลับมากันก่อนแล้ว
    แล้วพอเราโทรไป  missed call เฮียไม่นาน
    อ้อมก็โทรมา บอกว่า "ว่างไม๊ ให้มานี่แปบนึง"
    เราก็เลยวิ่งมาแปบนึง ไม่ได้ล๊อคห้องด้วย
    ปรากฏว่าเพื่อนๆปิดไฟ แล้วเอาเค้กออกมา surprised
    ตกใจมากๆเลย ก็เลยอยู่เป่าเทียน ถ่ายรูปกับเค้กก่อน
    สุดท้ายเฮียเลยโทรมาเข้ามือถือเรา

    ถามเราว่าเพื่อนใช้สายอยู่เหรอ

    เราบอกว่าเปล่า แต่ว่าพอดีว่าเพื่อนทำเซอร์ไพรส์ให้

    เลยอยู่ห้องเพื่อน เล่าให้เฮียฟัง

    แต่ดูเหมือนว่าเฮียจะไม่ค่อยได้ฟัง

    เฮียโกรธเราที่เราไม่ยอมโทรบอกสักแปบนึง

    เฮียถามเราว่า แค่โทรบอกนาทีนึง

    มันจะเสียเวลาขนาดนั้นเลยเหรอ

    แล้วทีครั้งนั้น แค่สิบนาทีแล้วเฮียไทรกลับ

    เราก็โทรมาตาม ตกลงเราจะเอายังไง

     

     

     

     

    เราเสียใจ ที่ทำให้เฮียผิดหวังอีกแล้ว

    แล้วเฮียก็บอกเราว่าเดี๋ยวให้เราไปทำอะไรให้เสร็จก่อน

    แล้วเดี๋ยวค่ำๆ โทรไปหา

    เราก็เลยไปรีบทำธุระ อาบน้ำ อาบท่าเก็บของ

    แล้วก็มานั่งรอโทรศัพท์ รอแล้ว รอเล่า ก็ไม่มีวี่แวว

    จนกระทั่งดึกมาก เที่ยงคืนแล้ว

    เราตัดสินใจโทรไปหา

    แล้วสิ่งที่เราได้รับรู้ มันก็ทำให้เราเสียใจไม่น้อย

    เฮียหลับไปแล้ว

    เราถามเฮียว่า เรารอโทรศัพท์เฮียอยู่

    ไหนเฮียบอกว่าเฮียจะโทรมา

    แล้วตอนนั้นก็คิดในใจว่า ถ้าไม่อยากโทรมา

    ทำไมต้องมารับปากแบบนี้

    เฮียบอกเราด้วยน้ำเสียงรำคาญสุดๆว่า

    "ไม่รู้ วันนี้ไม่อยากคุย

    เดี๋ยวไว้อยากคุยจะโทรไปหาเอง"

    เราก็เลยกึก แล้วก็วางไป

    แล้วเราก็เป็นพวกที่ พอมีคนมาพูดอย่างนี้กะเรา

    เราก็จะรอจนกว่าเค้าจะโทรมาหาเรา

    เพราะว่าเค้าบอกเราเองนิ ว่าเดี๋ยวอยากคุยแล้วเค้าจะโทรมาหาเราเอง

    เราก็เลยรอ รอ รอ

    วันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นแต่เช้ามารอโทรศัพท์

    ว่าเมื่อไหร่เฮียจะโทรมา อยากโทรไปหาเราก็กลัว

    ว่าเฮียจะไม่อยากคุยกะเรา

    แล้วทำน้ำเสียงที่เราไม่อยากได้ยินใส่เรา

    เราก็เลยไม่กล้าโทร ได้แต่รอ...

    วันนี้เฮียนัดเพื่อนๆไปกินอาหารญี่ปุ่นด้วย

    เราก็เลยคิดว่าเฮียคงไม่อยากคุยกะเราจริงๆ

    เพราะว่าวันนี้เค้ามีกิจกรรมแล้วนิ

    คงไม่คิดถึงเราไม่อยากคุยกะเราจริงๆ

    เราออนไลน์ เจอน้องเตย

    ก็พยายามถามน้องเตยว่าเฮียกลับมาหรือยัง

    ไม่สบายใจเลย กินอะไรก็ไม่ได้ ยิ้มก็ไม่ออก

    เพื่อนก็รู้นะ ว่าเรากำลังมีปัญหาอยู่

    จนกระทั่งเฮียกลับมา

    มาออนไลน์เราก็ยังไม่อยากทักอยู่ดี

    เพราะว่าอย่างที่เฮียบอกเราอ่ะ เดี๋ยวอยากคุยจะโทรมาหาเอง

    กลัวไปหมด ไม่อยากได้รับคำพูด

    หรือว่าน้ำเสียงที่ฟังดูทำลายความรู้สึก

    ไม่นานนัก เฮียก็เข้ามาทักเราด้วยคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกแย่มาก

    "วันศุกร์นี้ กลับเองนะ"

    เรากึกไปเลย เรื่องราวหลังจากนี้เราไม่อยากจะพูดถึงมันอีกแล้ว

    มันผ่านไปแล้ว...

    แล้วมันก็ไม่น่าจดจำซักเท่าไหร่

     

    เอาเป็นว่าวันนี้ เป็นวันที่เราทั้งสุข ทั้งทุกข์

    ครบรสชาดเลย

    สุขก็สุขสุดๆ ทุกข์ก็ทุกข์ให้ตายเลย

    แต่แล้วทุกอย่างมันก็ผ่านได้ด้วยดี

    เพราะว่าไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

    ยังไงเราก็รักกัน...

    เราต่างรู้ว่า...แท้จริงแล้วเรารักกันมาก

    แต่ด้วยความห่างไกล ความไม่มั่นใจ

    หรืออะไรก็ตาม

    ทำให้เรามีเรื่องให้ขบคิด พิจารณากันเรื่อยมา

    รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

    มันก็อย่างนี้แหละ... คนสองคน

     

     

     

     

    แต่ ณ วันนี้เรามั่นใจในกันและกันมากขึ้น

    ต่างคนต่างกลัวที่จะเสียอีกฝ่ายไป

    เราเองก็กลัวมาก...

    กลัวการที่ต้องเสียเฮียไป

    เมื่อถึงวันนั้นเราจะอยู่ยังไง เราก็ไม่รู้...

    ขออย่าให้มีวันนั้นเลย...

     

     

     

    15455_95635.gif

     

    "รักเฮียที่สุด"

     

    February 05

    โอเอซิสแห่งความรัก

     
     
      
     
     
     
    นานๆทีที่ฝนจะตกในทะเลทราย
    ต้นกระบอกเพชรก็ยังออกดอกสู้คามแห้งแล้งอยู่ได้
    เพราะมันรู้จะสะสมความชื้นไว้
    แล้วคุณล่ะ..รู้จุกสะสมความรักไว้ในใจบ้างหรือไม่
    เผื่อวันที่แห้งแล้งแล้วยังไงล่ะ
     
     
     
    เพราะถ้าเรามีความรักสะสมไว้ในใจจนชุ่มแล้ว
    บรรยากาศความรักจะไม่อึดอัด
    เพราะเราจะไม่ต้องมานั่งพะวงว่า
    เราจะเติมรักให้กันเพียงพอหรือไม่
     
     
     
    แบบนี้เหมือนกับการให้อิสระในรัก
    ความไว้ใจ ความเชื่อใจ และความสุขในรักจะตามมา
     
     
     
     

    ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยน แต่แสนจะอ่อนโยน

    ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยน แต่แสนจะอ่อนโยน


    มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้ ..
    และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งฟัง
    เธอเล่าเรื่องน่าเศร้าไปพร้อมกับน้ำตาของเธอ

    เด็กผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เด็กผู้หญิง ..
    รับฟังเรื่องราวต่างๆ แล้วเขาก็เงียบ ..

    เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งร้องไห้มากขึ้นเรื่อยๆ .. เรื่อยๆ
    จนเด็กผู้ชายพูดขึ้นมาว่า “เธอจะร้องอะไรกันนักหนา ยัยบ้า”
    เรื่องแค่เล็กน้อยแค่นี้ เธอถึงกับต้องเสียน้ำตามากขนาดนี้เชียวเหรอ

     

    เด็กผู้หญิงเลยพูดขึ้นว่า ..
    “ก็เธอน่ะมันคนใจร้าย เธอจะไปเข้าใจอะไรล่ะ”
    “เวลาที่ฉันมีปัญหา.. เวลาที่ฉันเสียใจ ..
    พอฉันบอกให้เธอฟัง เล่าให้เธอฟัง เธอกลับหาว่าฉันบ้า”
    “เธอไม่เคยเข้าใจฉันเลย”
    “เธอมันเป็นผู้ชายที่ไม่มีความอ่อนโยน..”

    “ทำไมน๊ะ เวลาที่ฉันร้องไห้ .. ทำไม ..
    ทำไมเธอไม่เคยคิดจะพูดปลอบใจฉันบ้าง ..
    ทำไมเธอชอบว่าฉันนัก ..
    หรือว่า แค่นี้ฉันยังเสียใจไม่พอ ..
    ต้องให้เธอมาทำให้ฉัน ยิ่งทรุดหนักลงใช่มั้ย”

     

    เด็กผู้ชายคนนั้นได้แต่ .. นิ่งเงียบ ..
    ในใจของเด็กผู้ชายคนนั้นได้แต่คิดว่า .. “เธอมันยัยโง่”
    ในใจของเด็กผู้ชายคนนั้นมีคำถามมากมาย ..

     

    คำถามเป็นร้อยๆ พันๆ คำถาม ที่อยากจะเอ่ยถามเด็กผู้หญิงคนนั้น
    แต่เด็กผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยจะเอ่ยถามแม้สักคำ ..

     

    เธอไม่เคยรู้หรอกเหรอว่า เวลาเธอน่ะร้องไห้ “ฉันแทบจะเป็นบ้า”
    เธอไม่เคยรู้หรอกเหรอว่า .. เวลาเธอเศร้า “ฉันเศร้ายิ่งกว่า”
    แล้วเธอไม่รู้หรอกเหรอว่า .. คนที่มันทำเธอร้องไห้ “ฉันอยากจะกระทืบมันให้ตาย”
    นี่เธอไม่เคยรู้จริงๆ เหรอว่า .. “ฉันรักเธอมากแค่ไหน”

     

    เธอไม่รู้หรือไงน๊ะยัยโง่ ว่า .. “ฉันน่ะปลอบเธอไม่เป็น”
    ฉันรู้นะ .. ถ้า ฉันปลอบเธอ “เธอจะดีขึ้น”
    แต่ ... ฉันก็ไม่ทำ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า ..
    ฉันไม่อยากเห็นเธออ่อนแอ
    ฉันอยากเห็นเธอเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาสู้กับปัญหาด้วยตัวของเธอเอง ..

     

    ถึงแม้ว่าเธอ .. จะมองว่าฉันเป็นคนใจร้าย .. ฉันก็ยอม
    ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่อ่อนโยน แสนดี ..
    ฉันอาจไม่ใช่คนที่เธอต้องการยามเศร้า ..
    ฉันอาจไม่ใช่ .. ใครคนนั้น .. สำหรับเธอ ..

     

    ถึงเธอจะโกรธ จะเกลียดฉัน ..
    แต่อยากให้รู้ไว้นะว่า “ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยนคนนี้ก็รักเธอ”

     

    น่าเศร้าใจนัก ที่เด็กผู้หญิงคนนั้น ..
    ไม่มีทางรู้เลยว่า ความไม่อ่อนโยนที่เด็กผู้ชายคนนึงมอบให้
    .. กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยน ..
    ถ้าเด็กผู้หญิงคนนั้นรู้สักนิดว่า ..
    เด็กผู้ชายคนนั้นรักเค้าแค่ไหน
    “เรื่องนี้มันคงไม่เป็นแบบนี้”

     

    อย่ามองแค่การกระทำภายนอกของเขา
    แต่ลองมองลึกถึงหัวใจ ..
    แล้วคุณจะรู้ว่า ใครบางคนที่คุณ ..คิดว่า
    ไม่อ่อนโยนเอาซะเลย .. เค้าคนนั้นอาจจะ ..
    แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่เต็มเปี่ยม

     

     

    จงอย่ามองด้วยตา แต่มองด้วยใจ ..
    เพราะสิ่งที่ดีๆ บนโลกใบนี้ซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง
    ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหามันเจอรึเปล่า ..

     

    บททเรียนของความรัก

     
     
     
                      
     
     
    การที่จะรักใครสักคน
    ไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผลว่า
    ทำไมจึงรัก แต่ให้รู้ไว้ว่า
    ทุกวันนี้รัก และต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ
     

     
    การที่จะรักใครสักคน
    ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่า
    เขาทำอะไรเพื่อเราบ้าง
    แต่ให้มานั่งถามตัวเองดูว่า
    วันนี้เราทำอะไรเพื่อคนที่เรารักหรือยัง

     

        


     
    การที่จะรักใครสักคน
    ไม่ต้องไปมัวระแวงว่าเขาจะมีใครอื่น นอกเหนือจากเรา
    แต่ควรระวังใจของตัวเอง ให้เข้มแข็งพอที่จะไม่รับใครเข้ามาในใจอีก

     

       


     
    การที่จะรักใครสักคน
    ไม่จำเป็นต้องบอกรักกันทุกวัน
    เพราะว่าการที่คอยห่วงใยกันอยู่เสมอ
    สามารถทดแทนคำว่ารักได้ดี

     

           


    การที่จะรักใครสักคน
    เมื่อทะเลาะกัน
    คำว่าแพ้ หรือชนะก็ไม่สำคัญ
    จึงยอมให้เป็นฝ่ายชนะเสมอ
    ถ้าทำให้เขาสบายใจ
     
         
     
    การที่จะรักใครสักคน
    ไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเขา
    แต่ควรพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเขาจะดีกว่า

     

     


     
    ความรักสอนให้ได้เรียนรู้ในหลายๆสิ่ง
    ความรักทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ
    ความรักเป็นบทเรียนดีดีที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้
    ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

     

              


     
     
    นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้ จากการที่ได้รักใครสักคน

     

     

     


    January 26

    Fight

     
     
     
    อีกไม่นานแล้วสิ...
    เราก็ต้องไปไต้หวันจริงๆ
    เราต้องเข้มแข็ง อดทน และเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้ตัวเองนะ
    ไม่ว่าคนอื่นเค้าจะเป็นกำลังใจให้เราหรือไม่ก็ตาม
     
     
    ใจหาย
    หวาดหวั่น
    หวาดกลัว
    สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
    แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด
    ไม่ท้อง่ายๆอยู่แล้ว
     
     
    เพื่อนาคตของตนเองและครอบครัวในวันข้างหน้า
    เราเองต้องปรับตัว
    ทั้งเรื่องสภาพร่างกาย
    สภาพจิตใจ
    ให้เข้ากับสภาวะการทำงานให้ได้
    ทั้งเรื่องคน เรื่องงาน
     

    Best Time

     

     

     

    เค้าว่ากันว่า "ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา" คือ...

    การตกหลุมรักใครซักคน
    การได้จูบครั้งแรก
    การได้หัวเราะจนท้องแข็ง
    การได้นั่งอ่านจดหมายเก่าๆในวันว่างๆ
    การได้ใช้เวลาว่างในที่ๆแสนงดงาม
    การได้ฟังเพลงที่ชอบทางวิทยุ

    การได้นอนฟังเสียงฝนตก
    เมื่อเวลาที่คุณอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้วมาเจอผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ
    การสอบเสร็จ
    การได้รับโทรศัพท์จากใครซักคนที่คุณไม่ได้พบเจอเค้าบ่อยนักแต่คุณก็อยากจะเจอ
    บทสนทนาดีๆ ซักบท
    การเจอเงินที่คุณซ่อนไว้ตั้งนานมาแล้ว

    การได้ยิ้มกับใครซักคน
    การคุยโทรศัพท์ตอนดึกๆ
    ได้เป็นชั่วโมงๆ
    การยิ้มได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล
    การถูกชมอย่างกระทันหัน
    การตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่ามันยังน่าจะนอนต่อได้อีกตั้ง2ชม.แน่ะ
    การได้ฟังเพลงที่ทำให้คุณนึกถึงคนพิเศษของคุณ



    การเป็นส่วนหนึ่งของทีม
    การมีเพื่อนใหม่
    การรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องของคุณเวลาคุณเจอหน้าเค้าคนนั้น
    การผ่านช่วงเวลานึงไปได้พร้อมๆกับเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
    การได้เห็นคนที่คุณชอบมีความสุข
    การได้ใส่เสื้อของคนที่เราชอบทั้งๆที่กลิ่นน้ำหอมของเค้ายังกรุ่นๆอยู่

    การได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย
    การได้มองทองฟ้ายามโพล้เพล้
    การได้ยินใครซักคนบอกรักคุณ

    ที่สุดคือ การได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของคนที่เรารัก ...จริงๆนะ

     

     

     


     

     
    January 24

    อย่าคิดที่จะเปลี่ยนใคร แต่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเอง

     

     

     

     

     

    เราไม่มีวันเปลี่ยนแปลงผู้ชายได้
    เหตุผลก็คือ เราไม่สามารถและไม่สมควร 
    ที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบ  
    ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้นอกจากตัวของเขาเอง 
    เก็บพลังใจกายและเวลาอันมีค่าที่จะสูญเสียไป 
    ไว้ให้กับคนที่ต้องการความสัมพันธ์ดี ๆ กับเราดีกว่า 
    หรือทำอะไรก็ได้ร้อยแปดประการที่ทำ 
    ให้ชีวิตคุณดีขึ้น หากเขาแสดงการไม่ให้เกียรติคุณ 
    เขาก็ไม่สมควรที่จะได้รับความรักห่วงใยจากคุณ 
    ถ้าปล่อยให้เขาทำตัวแย่กับเราเขาก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     


    So Worry

     
     
     
     
     
     
     
     
    วันนี้ตื่นแต่เช้าไปหาแม่มา ไม่ได้ไปหานานมากแล้ว
     
    ดีใจนะที่ได้เจอแม่ ได้นั่งคุยกับแม่
    ได้ฟังแม่ปรับทุกข์บ้าง
    แต่รู้สึกไม่สบายใจตั้งแต่เช้าเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
    กังวลอย่างบอกไม่ถูก
     
     
      แล้วเมื่อเราสมัครใจเข้ามารับรู้เรื่องราวบางเรื่องเข้า
    โดยไม่มีใครบังคับ และรู้ทั้งรู้ว่าอาจจะทำให้เราไม่สบายใจ
    คิดเอง เออเอง แบบไม่ต้องถามใครให้เป็นเรื่อง
    (ถามเค้า เค้าก็ไม่บอกให้โง่...)
    หลังจากนั้น
    ความทุกข์ และความเสียใจก็มาเยือน
    ด้วยบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค
     
     
    ความมั่นใจ กลายเป็นความไม่มั่นใจ
    ความเชื่อมั่น กลายเป็นความไม่เชื่อมั่น
    ความสนิทใจ กลายเป็นความไม่สนิทใจ
     
    ทุกนาทีหลังจากนั้น
    เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและกังวลใจ
     
    ไม่อยากคิด อยากลืม
    อยากจะคิดถึงแต่ปัจจุบัน
    ไม่อยากคำนึงถึงอดีต
    แต่ในอีกมุมนึง
    ก็ยังรู้สึกดีที่ได้รู้อะไรบ้าง ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
    มันจะเสียความรู้สึกมากว่านี้
     
     
     
    คนเรา...มันต้อง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
     
     
    "ถ้าเขารู้เข้าละ...เขาจะไม่สบายใจไม๊"
     
    "แล้วถ้าเป็นเราละ...เราจะไม่สบายใจไม๊"
     
    แต่คนอื่นละ คิดอย่างนี้หรือไม่
    เอาเถอะ...
    "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"
    เราจะทำอย่างดีที่สุด
     
    เผื่อใจเอาไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน
     
     
     
    บ้างทีเราอาจจะคิดมากไป
    อะไร อะไรอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    15455_95635.gif
    January 22

    ฮวงจุ้นเตียงนอน

     
     
     
     
     
       ฮวงจุ้ยบนเตียงนอน.. 

    ฮวงจุ้ยที่นอน....พิจารณาฮวงจุ้ยของตำแหน่งเตียงนอน
    1.เตียงนอนใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง)
    ทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ

    2.เตียงนอนอยู่ใต้คาน
    ทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ

    3.เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง
    เหมือนถูกบีบจากเสามีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา

    4.เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก
    ป่วยออดๆ แอดๆ เสมอ

    5.เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ
    ป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต

    6.เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง
    เหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวาง
    ที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล 

    7.กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน
    ป่วยง่าย ทำให้ตกใจง่าย เหมือนถูกผีหลอกทั้งๆ ที่เป็นตัวเอง
    การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง
    8.วางเตียงนอนไว้ใต้บันได
    ถือว่ารับแต่ของสกปรก
    หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับแก้ปัญหายาก

    9.เตียงนอนใต้แอร์ส่วนหัวเตียง
    ศีรษะจะถูกกดทับ 

     

     

     


     

    So-Cute

     
     
     
     
    มันน่ารักมากกว่าน่ากินนะ
     
     
     
     

    ขอบ่น

     
     
     
     
    เฮ้อ..อีกไม่ถึงเดือนเลยเนอะ
    เราต้องไปทำภารกิจที่หนักและใหญ่หลวงยิ่ง
    เพื่ออนาคตของเราและเติ้ล
    และยังเป็นความภูมิใจของครอบครัว
     
     
    เรื่องการเตรียมตัวคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดขณะนี้เลย
    เพราะว่าของทางไต้หวันราคาไม่ใช่น้อยเลย
    จะไปเอะอะซื้อก็คงไม่ได้
    นั่นเป็นสิ่งที่นาเบื่อที่สุดสำหรับเรา
    ต้องใช้เงินอีกไม่น้อย
    เกรงใจแม่ เกรงใจพ่อ
    เกรงใจเติ้ล
    เฮ้อ..เบื่อ
     
     
     
     
     
     
      อยากกลับมาจากไต้หวันแล้วจัง
    January 20

    ความรัก&ความเสียสละของแม่

     

    ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม

    าวกลางปี พ.ศ.2539

     

    "มิสคะ...
    ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ"
    โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร
    ครูสาวประจำระดับชั้นป.4
    รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้
    เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

    เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
    ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน
    หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว
    อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก
    เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
    หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จ

    มิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง



    ภาพแรกที่ได้เห็นชัดๆทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย
    แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม
    คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก  

    เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปี
    เมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา


    "ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม
    กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว
    แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ  อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา"


    น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ
    มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุ
    ที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม
    เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่

    ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว

     



    หากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า
    ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย
    ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก
    มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน
    เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้


     


    วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2536
    หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...

    ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
    ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่และลูกชายอีกสามคน

    พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดิน

    ซึ่งเป็นคันดินท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ
    โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน

    ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

    ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ
    ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว25ซม  

    คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่อง

    แล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า

    ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย
    แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง
    ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำ

    ที่กำลังหมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

    "ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร"
    มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม  

    มองหน้าเด็กนักเรียนทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด

    โดยเฉพาะ  "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น

    "ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย
    แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร"  

    คุณแม่ไม่ยอมเสียเวลาคิดอะไรเลย
    ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่

    เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...
    ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...

    คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที
    แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...

    แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!

    คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส

    สติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที
    ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...

    ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อย

    และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระะดูกหัก...แต่ไม่ขาด
    ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...

    ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ

     

    มือขวาของคุณแม่

    ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...
    คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคน

    หันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน

    พร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของคุณแม่  

    ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!
    คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อย
    แต่...มันสายเกินไปแล้ว!  
    สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

    ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป
    ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือน

    จึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

    มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า
    "นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ"
    "กล้าหาญมาก"  เด็กๆพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า
    หลายๆคนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า    

    มิสมองหน้า "ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า

    "นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง

    ไหนใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้

    ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ"
    เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

    "วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า

    พวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา"
    "จริงครับๆ ใช่ครับๆ" เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน
    "มิสได้ทราบมาว่ามีหลายๆคนไปล้อเลียนเพื่อน

    ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา
    ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ"
    มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของ
    แต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด  
    มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน
    ถามว่า
    "ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ"
    เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว
    กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ

    ครูสาวน้ำตาคลอ
    ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดี

    หนักใจอยู่เหมือนกันว่าหากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใคร
    ยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?

    เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญ

    และจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
    ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่น

    ในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง

    ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

    หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อน

    ได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
    เหลือเพียง
    ความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

    เมื่อหมดชั่วโมงเรียน

    มิสอุไรพรได้เรียกตัว "ลูกชาย" เข้าไปคุยอีกครั้ง
    "วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ"
    เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า
    "ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...

    แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"

    รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่
    บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย
    กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย กอดเลยไม่ต้องอาย  ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...

     


    เรื่องราวนี้ถ่ายทอดจากบทความหนึ่งของอัสสัมชัญสาส์น

    ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2540

    ซึ่งเขียนโดยมิสอุไรพร นาคะเสถียร
    เป็นเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่ง

    ที่มิสบังเอิญทราบมาจากการได้พบคุณแม่ตามที่เล่าไว้

     

     

    user posted image



    ใครรักแม่...อ่านจบแล้ว...อย่าลืมไปกอดแม่นะ กอดแน่นๆ
    หอมแก้มซ้ายแก้มขวา หอมแล้วหอมอีก
    หอมหลาย ๆ ที...รักมากแค่ไหนหอมเข้าไปแค่นั้น

     

     

     

     


    เรื่องน่าเบื่อของวัน

     
     
     
    เบื่อคนไม่มีจิตสำนึก
     
     
    เบื่อคนไม่มีระเบียบ
     
     
    เบื่อคนพูดจาไม่ดี
     
     
    เบื่อคนอารมณ์ขึ้นๆลงๆ
     
     
    เบื่อคนขี้หงุดหงิด
     
     
    เบื่อคนขี้โมโห
     
     
    เบื่อคนใจแคบ
     
     
    เบื่อคนไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
     
     
    เบื่อคนไม่มีน้ำใจ
     
     
    เบื่อเด็กโง่แล้วยังขี้เกียจ
     
     
     
    "แต่ก็ดีใจที่หลายคนไม่เป็นอย่างนั้น"
     
     
     
     
     
    15455_95635.gif
    January 18

    การลงโทษด้วยความรัก

     
     
    การลงโทษด้วยความรัก
     
     
     
     
     
    วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก
    แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น
    ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม
    ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ
    แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ
    เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง
    แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย
    เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด
    แม้จากระยะไกล
    ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ
    และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความหวาดหวั่น
    รอคอยที่จะถูกทำโทษ
    พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง
    แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
    โดยไม่พูดอะไรสักคำ
    หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก
    หนังสือคือความรู้
    และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง
    แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก
    สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก
    แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้
    หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน
    พ่อกลับนั่งลง
    หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้
    แล้วก็เขียนอะไรบางอย่าง
    ลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง
    พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า
    ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ ต่อไปนี้
    ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด
    พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ
    ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก
    และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้
    มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ
    ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย
    เหมือนกับที่พี่ๆ ของลูก
    นำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกัน"
    "ว้าว..." ฉันคิด
    นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?
    นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้
    มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น
    ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น
    ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น
    พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า...
    'อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง'
    ซึ่งนั่นก็คือ
    'คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ'
    ลองมองย้อนดูตัวคุณเองนะคะ ในแต่ละวัน
    เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ
    เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร
    เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ
    แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ
    และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า
    เดี๋ยวผมเทเองก็ได้" นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก
    น้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน
    เพราะอาหารมื้อนั้น
    ไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว
    แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก
    เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด
    ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป
    ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ
    และได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด
    อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม)
    แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว
    ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง)
    รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว
    แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
    สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน
    หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน
    แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ
    ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก
    เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    January 16

    My Life depends on Me

     

    สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา . . .คือชีวิตเรา
    สิ่งที่มีค่าที่สุดในใจเรา . . .คือหัวใจเรา


    อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร
    อย่าเอาใจทั้งใจไปยกให้ใครคน


    อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุดและสิ่งที่ดีที่สุดของเราไปให้ใครดูแล
    เพราะไม่มีใคร. . .ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

     

     



    อย่าปิดกั้นความรู้สึกของหัวใจ
    อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคน ๆ เดียว


    คนใจแคบเท่านั้น. . .ที่เกิดมาเพื่อรักคนได้คนเดียว
    เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย
    ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก
    หน้าที่ที่จะปฎิบัติต่อคนที่เรารัก


    รักต่างแบบ . . .ปฎิบัติในหน้าที่ต่างกัน
    แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่ง . . .
    คนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีให้
    เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย . . .
    และไม่เห็นต้องเจ็บเจียนตาย . . .
    ถ้าเรามั่นใจ . . .ว่าเราทำหน้าที่ให้รักนั้น เต็มที่แล้ว


     



    อากาศ. . .ร้อนอบอ้าว
    ออกมายืนคุยกับแสงแดด



    อากาศ. . .หนาวขาดใจ
    ออกมาหาอุ่นไอลมหนาว


    เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาว. . .ก็ต่อเมื่อเราได้สัมผัสกับมัน
    ก็เหมือนความรัก. . .อยากรู้ว่ารสชาตเป็นยังไง
    ก็ต้องไปสัมผัสกับมัน. . .แต่อย่าทรมานตัวเอง
    ด้วยการยืนตามแดดนาน ๆ หรือยืนต้านทานลมหนาว

     

    ถ้ารู้ว่าร้อนนัก. . .ก็หลบที่ร่ม
    ถ้ารู้ว่าหนาวนัก. . .ก็ก่อเตาผิง


    ความรักจะไม่ทำร้ายเรา. . .ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเองนัก


    ถ้าเธอรู้จักรัก. . .แสงแดดจะทำให้เธออุ่น
    ลมหนาวจะทำให้เธอหลับสบายยิ่ง



     

     

     

     

     ชอบบทความนี้จังเลย

    ชีวิตเรา อย่าเอาไปผูกไว้กับใคร เอาไปผูกไว้เอง แล้วก็เหนื่อยซะเอง

    ความสุข ความทุกข์ มันอยู่ที่ใจ

    รู้ทั้งรู้ แต่ทำไม่ได้