Oa's profilec'',)::OA::PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 15 เรื่องราวมากมายในวันเกิด
เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดเรา เฮียโทรมาให้กำลังใจก่อนเข้าสอบด้วย ดีใจมากๆ ถามเราว่าเพื่อนใช้สายอยู่เหรอ เราบอกว่าเปล่า แต่ว่าพอดีว่าเพื่อนทำเซอร์ไพรส์ให้ เลยอยู่ห้องเพื่อน เล่าให้เฮียฟัง แต่ดูเหมือนว่าเฮียจะไม่ค่อยได้ฟัง เฮียโกรธเราที่เราไม่ยอมโทรบอกสักแปบนึง เฮียถามเราว่า แค่โทรบอกนาทีนึง มันจะเสียเวลาขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทีครั้งนั้น แค่สิบนาทีแล้วเฮียไทรกลับ เราก็โทรมาตาม ตกลงเราจะเอายังไง
เราเสียใจ ที่ทำให้เฮียผิดหวังอีกแล้ว แล้วเฮียก็บอกเราว่าเดี๋ยวให้เราไปทำอะไรให้เสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวค่ำๆ โทรไปหา เราก็เลยไปรีบทำธุระ อาบน้ำ อาบท่าเก็บของ แล้วก็มานั่งรอโทรศัพท์ รอแล้ว รอเล่า ก็ไม่มีวี่แวว จนกระทั่งดึกมาก เที่ยงคืนแล้ว เราตัดสินใจโทรไปหา แล้วสิ่งที่เราได้รับรู้ มันก็ทำให้เราเสียใจไม่น้อย เฮียหลับไปแล้ว เราถามเฮียว่า เรารอโทรศัพท์เฮียอยู่ ไหนเฮียบอกว่าเฮียจะโทรมา แล้วตอนนั้นก็คิดในใจว่า ถ้าไม่อยากโทรมา ทำไมต้องมารับปากแบบนี้ เฮียบอกเราด้วยน้ำเสียงรำคาญสุดๆว่า "ไม่รู้ วันนี้ไม่อยากคุย เดี๋ยวไว้อยากคุยจะโทรไปหาเอง" เราก็เลยกึก แล้วก็วางไป แล้วเราก็เป็นพวกที่ พอมีคนมาพูดอย่างนี้กะเรา เราก็จะรอจนกว่าเค้าจะโทรมาหาเรา เพราะว่าเค้าบอกเราเองนิ ว่าเดี๋ยวอยากคุยแล้วเค้าจะโทรมาหาเราเอง เราก็เลยรอ รอ รอ วันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นแต่เช้ามารอโทรศัพท์ ว่าเมื่อไหร่เฮียจะโทรมา อยากโทรไปหาเราก็กลัว ว่าเฮียจะไม่อยากคุยกะเรา แล้วทำน้ำเสียงที่เราไม่อยากได้ยินใส่เรา เราก็เลยไม่กล้าโทร ได้แต่รอ... วันนี้เฮียนัดเพื่อนๆไปกินอาหารญี่ปุ่นด้วย เราก็เลยคิดว่าเฮียคงไม่อยากคุยกะเราจริงๆ เพราะว่าวันนี้เค้ามีกิจกรรมแล้วนิ คงไม่คิดถึงเราไม่อยากคุยกะเราจริงๆ เราออนไลน์ เจอน้องเตย ก็พยายามถามน้องเตยว่าเฮียกลับมาหรือยัง ไม่สบายใจเลย กินอะไรก็ไม่ได้ ยิ้มก็ไม่ออก เพื่อนก็รู้นะ ว่าเรากำลังมีปัญหาอยู่ จนกระทั่งเฮียกลับมา มาออนไลน์เราก็ยังไม่อยากทักอยู่ดี เพราะว่าอย่างที่เฮียบอกเราอ่ะ เดี๋ยวอยากคุยจะโทรมาหาเอง กลัวไปหมด ไม่อยากได้รับคำพูด หรือว่าน้ำเสียงที่ฟังดูทำลายความรู้สึก ไม่นานนัก เฮียก็เข้ามาทักเราด้วยคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกแย่มาก "วันศุกร์นี้ กลับเองนะ" เรากึกไปเลย เรื่องราวหลังจากนี้เราไม่อยากจะพูดถึงมันอีกแล้ว มันผ่านไปแล้ว... แล้วมันก็ไม่น่าจดจำซักเท่าไหร่
เอาเป็นว่าวันนี้ เป็นวันที่เราทั้งสุข ทั้งทุกข์ ครบรสชาดเลย สุขก็สุขสุดๆ ทุกข์ก็ทุกข์ให้ตายเลย แต่แล้วทุกอย่างมันก็ผ่านได้ด้วยดี เพราะว่าไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ยังไงเราก็รักกัน... เราต่างรู้ว่า...แท้จริงแล้วเรารักกันมาก แต่ด้วยความห่างไกล ความไม่มั่นใจ หรืออะไรก็ตาม ทำให้เรามีเรื่องให้ขบคิด พิจารณากันเรื่อยมา รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง มันก็อย่างนี้แหละ... คนสองคน
แต่ ณ วันนี้เรามั่นใจในกันและกันมากขึ้น ต่างคนต่างกลัวที่จะเสียอีกฝ่ายไป เราเองก็กลัวมาก... กลัวการที่ต้องเสียเฮียไป เมื่อถึงวันนั้นเราจะอยู่ยังไง เราก็ไม่รู้... ขออย่าให้มีวันนั้นเลย...
"รักเฮียที่สุด"
February 05 โอเอซิสแห่งความรัก ![]() นานๆทีที่ฝนจะตกในทะเลทราย
ต้นกระบอกเพชรก็ยังออกดอกสู้คามแห้งแล้งอยู่ได้
เพราะมันรู้จะสะสมความชื้นไว้
แล้วคุณล่ะ..รู้จุกสะสมความรักไว้ในใจบ้างหรือไม่
เผื่อวันที่แห้งแล้งแล้วยังไงล่ะ
เพราะถ้าเรามีความรักสะสมไว้ในใจจนชุ่มแล้ว
บรรยากาศความรักจะไม่อึดอัด
เพราะเราจะไม่ต้องมานั่งพะวงว่า
เราจะเติมรักให้กันเพียงพอหรือไม่
![]() แบบนี้เหมือนกับการให้อิสระในรัก
ความไว้ใจ ความเชื่อใจ และความสุขในรักจะตามมา
![]() ผู้ชายที่ไม่อ่อนโยน แต่แสนจะอ่อนโยน
จงอย่ามองด้วยตา แต่มองด้วยใจ ..
บททเรียนของความรักการที่จะรักใครสักคน
ไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผลว่า ทำไมจึงรัก แต่ให้รู้ไว้ว่า ทุกวันนี้รัก และต้องรักให้ดีที่สุดก็พอ การที่จะรักใครสักคน ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่า เขาทำอะไรเพื่อเราบ้าง แต่ให้มานั่งถามตัวเองดูว่า วันนี้เราทำอะไรเพื่อคนที่เรารักหรือยัง
การที่จะรักใครสักคน
ไม่ต้องไปมัวระแวงว่าเขาจะมีใครอื่น นอกเหนือจากเรา แต่ควรระวังใจของตัวเอง ให้เข้มแข็งพอที่จะไม่รับใครเข้ามาในใจอีก
การที่จะรักใครสักคน ไม่จำเป็นต้องบอกรักกันทุกวัน เพราะว่าการที่คอยห่วงใยกันอยู่เสมอ สามารถทดแทนคำว่ารักได้ดี
การที่จะรักใครสักคน เมื่อทะเลาะกัน คำว่าแพ้ หรือชนะก็ไม่สำคัญ จึงยอมให้เป็นฝ่ายชนะเสมอ ถ้าทำให้เขาสบายใจ การที่จะรักใครสักคน ไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเขา
แต่ควรพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเขาจะดีกว่า
ความรักสอนให้ได้เรียนรู้ในหลายๆสิ่ง ความรักทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ความรักเป็นบทเรียนดีดีที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้ ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง
January 26 Fightอีกไม่นานแล้วสิ...
เราก็ต้องไปไต้หวันจริงๆ
เราต้องเข้มแข็ง อดทน และเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้ตัวเองนะ
ไม่ว่าคนอื่นเค้าจะเป็นกำลังใจให้เราหรือไม่ก็ตาม
ใจหาย
หวาดหวั่น
หวาดกลัว
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด
ไม่ท้อง่ายๆอยู่แล้ว
เพื่อนาคตของตนเองและครอบครัวในวันข้างหน้า
เราเองต้องปรับตัว
ทั้งเรื่องสภาพร่างกาย
สภาพจิตใจ
ให้เข้ากับสภาวะการทำงานให้ได้
ทั้งเรื่องคน เรื่องงาน
Best Time
เค้าว่ากันว่า "ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเรา" คือ... ![]()
January 24 อย่าคิดที่จะเปลี่ยนใคร แต่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเอง
So Worryวันนี้ตื่นแต่เช้าไปหาแม่มา
ได้ฟังแม่ปรับทุกข์บ้าง
กังวลอย่างบอกไม่ถูก
โดยไม่มีใครบังคับ และรู้ทั้งรู้ว่าอาจจะทำให้เราไม่สบายใจ
(ถามเค้า เค้าก็ไม่บอกให้โง่...)
ความทุกข์ และความเสียใจก็มาเยือน
ความเชื่อมั่น กลายเป็นความไม่เชื่อมั่น
ความสนิทใจ กลายเป็นความไม่สนิทใจ
เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและกังวลใจ
อยากจะคิดถึงแต่ปัจจุบัน
ไม่อยากคำนึงถึงอดีต
มันจะเสียความรู้สึกมากว่านี้ เอาเถอะ...
เราจะทำอย่างดีที่สุด
อะไร อะไรอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้
![]() January 22 ฮวงจุ้นเตียงนอนฮวงจุ้ยที่นอน....พิจารณาฮวงจุ้ยของตำแหน่งเตียงนอน 1.เตียงนอนใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง) ทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ 2.เตียงนอนอยู่ใต้คาน ทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ 3.เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสามีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา 4.เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก ป่วยออดๆ แอดๆ เสมอ 5.เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ ป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต 6.เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง เหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวาง ที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล 7.กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน ป่วยง่าย ทำให้ตกใจง่าย เหมือนถูกผีหลอกทั้งๆ ที่เป็นตัวเอง การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง 8.วางเตียงนอนไว้ใต้บันได
ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับแก้ปัญหายาก 9.เตียงนอนใต้แอร์ส่วนหัวเตียง ศีรษะจะถูกกดทับ
ขอบ่นเฮ้อ..อีกไม่ถึงเดือนเลยเนอะ
เราต้องไปทำภารกิจที่หนักและใหญ่หลวงยิ่ง
เพื่ออนาคตของเราและเติ้ล
และยังเป็นความภูมิใจของครอบครัว
เรื่องการเตรียมตัวคงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดขณะนี้เลย
เพราะว่าของทางไต้หวันราคาไม่ใช่น้อยเลย
จะไปเอะอะซื้อก็คงไม่ได้
นั่นเป็นสิ่งที่นาเบื่อที่สุดสำหรับเรา
ต้องใช้เงินอีกไม่น้อย
เกรงใจแม่ เกรงใจพ่อ
เกรงใจเติ้ล
เฮ้อ..เบื่อ
January 20 ความรัก&ความเสียสละของแม่
ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539
"มิสคะ... เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์ มิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง
เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปี กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา" ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]()
ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้
ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดิน ซึ่งเป็นคันดินท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่อง แล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า
ที่กำลังหมุนอยู่และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก มองหน้าเด็กนักเรียนทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ "ลูกชาย" ของคุณแม่ท่านนั้น คุณแม่ไม่ยอมเสียเวลาคิดอะไรเลย เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน... คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง! สติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที และบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระะดูกหัก...แต่ไม่ขาด ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
มือขวาของคุณแม่ ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย... หันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน พร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ! จึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ มิสมองหน้า "ลูกชาย" ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า ไหนใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ" พวกเราชื่นชมและยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา" ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา หนักใจอยู่เหมือนกันว่าหากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใคร และจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง ในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด ได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว มิสอุไรพรได้เรียกตัว "ลูกชาย" เข้าไปคุยอีกครั้ง แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ"
ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2540 ซึ่งเขียนโดยมิสอุไรพร นาคะเสถียร ที่มิสบังเอิญทราบมาจากการได้พบคุณแม่ตามที่เล่าไว้
เรื่องน่าเบื่อของวัน เบื่อคนไม่มีจิตสำนึก
เบื่อคนไม่มีระเบียบ
เบื่อคนพูดจาไม่ดี
เบื่อคนอารมณ์ขึ้นๆลงๆ
เบื่อคนขี้หงุดหงิด
เบื่อคนขี้โมโห
เบื่อคนใจแคบ
เบื่อคนไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
เบื่อคนไม่มีน้ำใจ
เบื่อเด็กโง่แล้วยังขี้เกียจ
"แต่ก็ดีใจที่หลายคนไม่เป็นอย่างนั้น"
January 18 การลงโทษด้วยความรัก การลงโทษด้วยความรัก![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก
แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น
ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม
ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ
แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ
เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง
แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย
เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด
แม้จากระยะไกล
ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้าหนังสือของพ่อ
และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อตาโตด้วยความหวาดหวั่น
รอคอยที่จะถูกทำโทษ
พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง
แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก
หนังสือคือความรู้
และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง
แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก
สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก
แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้
หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน
พ่อกลับนั่งลง
หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้
แล้วก็เขียนอะไรบางอย่าง
ลงในหน้าหนังสือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง
พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า
ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ ต่อไปนี้
ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด
พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ
ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก
และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้
มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ
ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย
เหมือนกับที่พี่ๆ ของลูก
นำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อเหมือนกัน"
"ว้าว..." ฉันคิด
นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?
นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้
มาให้ลูกหลานของฉันขีดเขียนเล่น
ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น
ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น
พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า...
'อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง'
ซึ่งนั่นก็คือ
'คนที่เรารัก ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ'
ลองมองย้อนดูตัวคุณเองนะคะ ในแต่ละวัน
เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ
เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร
เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ
แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ
และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า
เดี๋ยวผมเทเองก็ได้" นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก
น้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน
เพราะอาหารมื้อนั้น
ไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว
แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก
เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด
ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป
ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ
และได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด
อยากปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม)
แต่ว่าคราวหน้าออกมาทานข้าว
ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้งล่ะ (ทีนี้ตาผมมั่ง)
รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบินแล้ว
แค่นี้คุณก็ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่ นาฬิกาเรือนละแสน
หรือเนคไทเส้นละหลายๆพัน
แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ
ที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่ง เฝ้ารัก
เฝ้าถนอมความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
![]() ![]() ![]() ![]() January 16 My Life depends on Me
ถ้ารู้ว่าร้อนนัก. . .ก็หลบที่ร่ม
ชีวิตเรา อย่าเอาไปผูกไว้กับใคร เอาไปผูกไว้เอง แล้วก็เหนื่อยซะเอง ความสุข ความทุกข์ มันอยู่ที่ใจ รู้ทั้งรู้ แต่ทำไม่ได้ ระยะห่างกับความรัก![]() ![]() " ความรัก มิใช่การเข้าไปเป็นชีวิตเขา
แต่คือการเข้าไปอยู่ข้างๆชีวิตเขา
ทิ้งระยะห่างให้ทั้งเราและเขา เป็นตัวของตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกได้ถึงความอุ่นใจที่มี "
เมื่อเราคิดได้ เราก็เลิกคิดมากถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะว่าเราไม่ใช้เจ้าชีวิตของใคร
เขาคงไม่พร้อมจะเล่าให้ฟัง
เราก็พร้อมจะรอ...
เมื่อวันนึงที่เขาอัดอั้น อยากระบาย อยากได้ความคิดเห็น
เมื่อถึงวันนั้นเราก็พร้อม...
แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย คลางแคลงใจ
เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
อยากถามไถ่ อยากช่วยเหลือ
คิด คิด คิด แล้วก็เลิกคิด กลับไปบ้าๆ บอๆ เหมือนเดิม ด้วยความไม่อยากคิดอะไรให้มาก
เบื่อตัวเองโว้ย... January 15 วันแรกของการบ่น...วันนี้เรามาเขียน blog วันแรกเลย
หลังจากลองมานานมาก เห็นคนอื่นทำสวยดี
ทำอยู่นานมาก สงสัยโง่คอมจิงๆนะเรา ไม่รู้ว่าจะได้เขียน blog ได้อีกนานไม๊ เพราะว่าอีกไม่นาน เราอาจต้องเดินทาง ไปปฏิบัติภารกิจที่หนักหนาเหลือเกิน (ว่าแต่เค้ายังไม่โทรเรียกเลยอ่ะ)
เราอ่ะชอบเขียนไดอารี่นะ ชอบบ่นกับตัวเอง แต่ส่วนมากไม่มีเวลา สถานที่ไม่เอื้ออำนวย อีกอย่างคือเขียนไม่ทันคิดด้วย
ว่าเราไม่ได้ต้องการพาดพิงถึงใคร
|
|
|